โฮมออฟฟิศดีอย่างไร?

 

                สวัสดีครับ เนื่องจากทุกวันนี้มีโฮมออฟฟิศกระจายอยู่ตามย่านต่างๆ มากมาย และกำลังเป็นที่นิยม ดังนั้นเราจึงมานำเสนอว่า โฮมออฟฟิศนั้น มีข้อดีอย่างไรบ้าง? ไปอ่านกันได้เลยครับ

  1. ช่วยลดเวลาเดินทาง

อันนี้เป็นมุมมองสำหรับเจ้าของกิจการโดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก หรือระดับ Startup, SME ที่มักจะเป็น CEO ด้วย การที่ไปเช่าออฟฟิศที่อยู่ห่างไกลจากบ้าน ทำให้เสียเวลาเดินทาง ไป-กลับ นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังทำให้เปลืองเงินค่าเดินทางด้วย แทนที่จะนำไปใช้สำหรับลงทุนอะไรในบริษัทหรือเก็บไว้ทำประโยชน์อย่างอื่นได้ แม้จะดูน้อยนิดแต่เมื่อเก็บสะสมนานๆ ก็มีมูลค่ามากเช่นกัน นอกจากนี้ทำให้มีเวลาเพิ่มขึ้นทำให้คุณไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้า หรือถ้าตื่นมาก็มีเวลาให้ทำให้เตรียมนั่นนี่เยอะกว่าเพราะไม่ต้องเดินทาง เพราะโฮมออฟฟิศสามารถใช้พักอาศัยได้ในตัว

 

  1. ช่วยลดต้นทุน

จากที่เคยบอกไปว่าช่วยลดต้นทุนที่เสียไปกับการเดินทางของเจ้าของกิจการแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่นั้น สามารถช่วยประหยัดค่าใช้ในแต่ละเดือนได้ เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าส่วนกลางโครงการ เพราะว่าไม่ต้องขอใช้ไฟ น้ำ โทรศัพท์ เน็ต ถึงสองที่ ยกตัวอย่างง่ายๆ อินเทอร์เน็ตติดแค่ที่เดียว ตอนทำงานก็ได้ใช้ พอเลิกงาน เจ้าของกิจการพักผ่อนก็ได้ใช้เช่นกันในบิลเดียวซึ่งเราต้องเหมาจ่ายอยู่แล้ว

            ส่วนการลดค่าส่วนกลาง ก็คือการลดค่าส่วนกลางที่ไม่จำเป็น ถ้าคุณไปเช่าตามตึกสำนักงานที่มีลิฟต์ก็ต้องเสียค่าส่วนกลางที่มีราคาสูง

             

  1. ทำเลดี ดูน่าเชื่อถือ และดูไม่เครียดเกินไป

มีการดูแลที่ดีจากโครงการทั้งด้านความปลอดภัย และความสะอาด ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดูดีเวลาลูกค้ามาเห็นมาติดต่อ และทำให้ลูกน้องอยากมาทำงาน มีกำลังใจในการทำงานด้วย และอีกทั้งโครงการ Home Office มักจะตั้งอยู่ในที่ทำเลดีอยู่แล้ว แต่ตัวเจ้าของไม่ต้องเดินทางจากบ้านมาออฟฟิศ

 

  1. มีความอิสระสูง

             เลือกเวลาทำงานได้ เหมาะสำหรับงานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออกตรงเวลาตามเวลาทุกวัน รวมถึงงานที่ต้องติดต่อต่างประเทศตามเวลาท้องถิ่นบ่อยๆ เพราะออฟฟิศตามตึกหลายที่ เปิด-ปิด แอร์ ลิฟต์ ประตูเข้า-ออก เป็นเวลา

 

            ตกแต่งได้ตามใจชอบไม่จำกัด ไม่ติด policy เหมือนออฟฟิศตามตึก

 

             การแต่งกายของพนักงาน หากไม่มีลูกค้าหรือใครมาติดต่อในวันนั้น อาจไม่จำเป็นต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยมากๆ ตามทำเนียมแบบตามตึกที่มีสำนักงานอยู่มากๆ ได้ ทำให้เกินอิสระในการแต่งกาย ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน

 

  1. ได้ใกล้ชิดครอบครัว

           ครอบครัวรวมถึงลูกๆ ก็จะอยู่ในพื้นที่บ้านที่อยู่ภายในโฮมออฟฟิศของคุณ ทำให้สามารถเข้าไปหาเมื่อไหร่ก็ได้ และคนในครอบครัวรวมถึงลูกๆ ก็อุ่นใจ มีคนคอยดูแลในขณะที่งานหรือธุรกิจก็เดินหน้าไปพร้อมกันได้ ทำให้มีเวลาสร้างสัมพันธ์กับครอบครัวมากขึ้น

 

สรุปจาก : https://www.iurban.in.th/living/homeofficesme/

 

Seekster_Logo

 

ดูกันว่า ใน 1 ปี เราใช้งบทำความสะอาดเท่าไหร่?

ใน 1 ปี เราใช้งบทำความสะอาดเท่าไหร่?

                                            

 

                                แน่นอนในทุกๆ ปี เราต้องมีการทำความสะอาด บ้าน หรือห้อง หลายคนอาจไม่มีเวลาทำความสะอาดเอง ก็ต้องมีการจ้าง ซึ่งเมื่อจ้างไปเรื่อยๆ ก็จะสามารถเห็นได้ว่า ทุกๆ 1 ปีเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ไปชมกันเลยครับ

 

  1. จ้าง 2 วัน/สัปดาห์ วันละ 500-700 บาท แล้วแต่ตกลง

        เดือนนึงมีประมาณ 4 สัปดาห์ 500X8 หรือ 700X8 = 4,000 – 5,600 บาท (จากการ Research พบว่าบางท่านอาจจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 9,000-10,000 เลยด้วย)

 

  1. ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ใช้แล้วหมดไป เช่นน้ำยาล้างต่างๆ ขวดละ 35 กว่าบาท (450 มิลลิลิตร) และขวดละ 100-400 กว่าบาท (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรูปแบบ แต่อยู่ในปริมาณ 3,500 มิลลิลิตร) ขวดนึงมีอายุการใช้งานดังนี้

 

450 มิลลิลิตร เมื่อใช้ทุกอาทิตย์อยู่ได้ประมาณ 3 เดือน หมายความว่าก็ต้องซื้อใหม่ทุกๆ 3 เดือน

 

3,500 มิลลิลิตร เมื่อใช้ทุกอาทิตย์อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน หมายความว่าก็ต้องซื้อใหม่ทุกๆ 3 เดือน

คำนวณออกมาได้ดังนี้ ปีนึงมี 12 เดือน ก็ตกอยู่ที่ปีละ 140 บาท สำหรับ 450 มิลลิลิตร

 

หรือตกอยู่ที่ปีละ 200/400/600/800 กว่าบาท สำหรับ 3,500 มิลลิลิตร

 

นี่ยังไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ที่จำเป็นต้องใช้ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ให้แม่บ้านอีกด้วยนะ

 

    ทีนี้มาดูกันปีนึงเมื่อรวมทั้งหมดตกปีละเท่าไหร่

 

ค่าจ้างแม่บ้านเดือนละ 4,000 บาท เมื่อครบ 1 ปี 4,000 X 12 = ตกปีละ 48,000 บาท นี่ขนาดแค่ราคาต่ำสุดละนะ

 

เมื่อบวกค่าวัสดุสิ้นเปลืองที่ต้องใช้เข้าไปอีกก็ตกปีละ

 

140 + 48,000 = 48,140

 

200 + 48,000 = 48,200

 

400 + 48,000 = 48,400

 

600 + 48,000 = 48,600

 

800 + 48,000 = 48,600

นี่ก็เป็นการหาโดยประมาณจากการ Research การพูดคุยใน Pantip ราคาวัสดุสิ้นเปลือง อ้างอิงจาก BigC Online

 

Seekster_Logo

 

มาทำ “สวนขวดกันเถอะ”

 

                สวัสดีครับ ปัจจุบัน สวนขวด ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากมีความสวยงาม ความสร้างสรรค์ และสามารถตั้งไว้ตามบริเวณต่างๆ ของบ้าน คอนโดและสำนักงานได้ บทความนี้จึงขอแนะนำวิธีจัดสวนในขวดง่ายๆ นะครับ

  1. ออกแบบว่าจะเลือกปลูกอะไรบ้าง

ควรเลือกพืชที่ไม่ต้องดูแลมาก และหากเลือกพืชหลายชนิดมาปลูกควรเลือกพืชที่อยู่ด้วยกันได้และจะเจริญเติบโตได้ดี

เลือกต้นไม้ที่โตแล้วยังมีขนาดเล็ก โตแล้วไม่งอกออกมาทะลุขวด และต้องเป็นต้นไม้ที่โดนแดดน้อยๆ ก็อยู่ได้ และต้องเป็นต้นไม้ที่ทนความชื้นได้สูง

  1. เลือกภาชนะ

เลือกได้หลายชนิด เช่นโหลปลา, ขวดโหลต่างๆ, ตู้ปลา, แจกันใส, ภาชนะที่ทำมาเพื่อปลูกต้นไม้โดยเฉพาะ และสามารถทำได้ทั้งสวนขวดเปิดกับสวนขวดปิด

  1. เลือกสถานที่วาง

 

                   โดยต้องคำนึงถึงแสงสว่างโดยจะวางให้รับแสงแดดธรรมชาติ หรือใช้แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ก็ได้ แต่ก็ควรใช้หลอดไฟที่ออกแบบมาสำหรับจัดสวนโดยเฉพาะ ส่วนในเรื่องของอุณหภูมิ ควรเก็บไว้ภายในห้องที่อบอุ่น (ไม่ควรติดประตูทางเข้าบ้าน ระเบียงเย็นๆ) เลี่ยงที่จะวางสวนขวดเอาไว้บนเฟอร์นิเจอร์ที่เสียหายได้ง่าย

 

  1. เลือกอุปกรณ์

 

  • ดินปลูก เลือกดินปลูกน้ำหนักเบาที่ระบายน้ำได้ดี และควรมีสแฟกนั่มมอสหรือพีทมอสผสมไว้ด้วย ในการตรวจสอบการระบายน้ำ ให้พรมน้ำเล็กน้อยลงไปในดิน
  • กรวดหรือหินเล็กๆ เลือกหินที่มีขนาด ¼ นิ้วหรือเล็กกว่าเพื่อการระบายน้ำ แต่สำหรับตกแต่งจะเลือกขนาดเท่าไรก็ได้
  • ถ่านกัมมันต์ แม้ว่าภาชนะที่ไว้ปลูกต้นไม้จะมีรูระบายน้ำแล้ว แต่ถ้าใช้ถ่านกัมมันต์ที่คุณสามารถซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์เลี้ยงปลาหรือทำสวน จะทำให้ดินคงความสดใหม่
  • มอสแผ่น ปูบริเวณก้นขวด เพื่อการดูดซับน้ำส่วนเกิน
  • ถุงมือ เมื่อจะจับมอสแผ่น ก็ควรใส่ถุงมือและเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากเห็ดรา

 

  1. ลงมือทำ

 

  • ล้างทำความสะอาดภาชนะ
  • ใส่หินเพื่อช่วยในการระบายน้ำ ผสมหินกรวดเข้ากับถ่านขนาดกำมือหนึ่ง แล้วปูเอาไว้สูงขึ้นมาสักหนึ่งนิ้วข้างในภาชนะ
  • ใส่แผ่นมอส มอสจะป้องกันไม่ให้ดินร่วงผ่านลงไปถึงชั้นหิน
  • ใส่ดินลงไป ควรใส่ดินลงไปให้สูงประมาณสองสามนิ้ว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของสวนขวดและความยาวของรากต้นไม้ ค่อยๆ กดดินให้แน่นเพื่อไล่ลมและปรับหน้าดินให้เท่ากัน จากนั้นขุดหลุมเล็กๆ ในที่ที่จะวางต้นไม้ลงไป
  • ใส่ต้นไม้
  • ใส่ของตกแต่ง
  • รดน้ำลงไปเล็กน้อย เป็นอันเสร็จ

 

  1. การดูแลรักษา

 

  • รดน้ำต้นไม้ ถ้าเป็นสวนขวดแบบเปิด ให้น้ำต้นไม้ในเป็นครั้งคราว แต่แบบเปิดควรจะรดน้ำครั้งหนึ่งต่อสัปดาห์ ส่วนพวกไม้อวบน้ำและกระบองเพชรต้องการน้ำแค่เดือนละครั้งก็พอ
  • ถ้ามีวัชพืช รา หรือต้นไม้ป่วยใกล้ตาย จัดการทันที
  • ให้อากาศสดชื่นเข้ามาบ้าง ถ้าสวนขวดของคุณเป็นแบบปิด ให้เปิดออกบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีไอน้ำควบแน่นเกาะอยู่ข้างขวด

 

ที่มา : th.wikihow.com/ทำสวนขวด

 

Seekster_Logo

 

 

8 วิธีดูแลออฟฟิศให้น่าทำงาน!

ออฟฟิศ Tips

                สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้จะพูดถึงเรื่อง การดูแลออฟฟิศในหัวข้อต่างๆ เริ่มจากหัวขอแรก เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับสำนักงานและต้องใช้กันทุกวันนั้นก็คือ “เครื่องใช้สำนักงาน” วันนี้จะมานำเสนอ “แนวทางการดูแลเครื่องใช้สำนักงาน” กันนะครับว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง?

การดูแลเครื่องใช้สำนักงานประกอบด้วย

 

  1.  การติดตั้ง

 

  1.  การให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่อง      

 

  1.  การฝึกอบรมการใช้เครื่องมือ       

 

  1.  การบำรุงรักษา     

 

  1.  การซ่อมแซม      

 

  1.  การเก็บรักษา

 

  1.  ใช้งานตามวัตถุประสงค์    

 

  1.  การควบคุมดูแล  การบำรุงและรักษาเครื่อง

 

ต่อมาจะมาพูดถึงเรื่อง “การจัดสำนักงาน” กันบ้างนะครับ

       

สี ที่ใช้ในสำนักงาน  จะแสดงเอกลักษณ์จากตัวของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ  ใช้ผสมผสานสอดคล้องกันทั้งตัว

 

แสง แสงที่ใช้ต้องสว่างไสว เหมาะสมกับสายตาของผู้ทำงาน และผู้ใช้บริการสำนักงานเหล่านั้นหากมองอีกด้านหนึ่งเท่ากับเป็นการแสดงถึงความสว่างไสวของสำนักงานที่ให้บริการด้วยความเต็มใจ

 

โต๊ะทำงาน  เป็นโต๊ะที่พนักงานในสำนักงาน สามารถเคลื่อนไหวงานได้คล่องตัว

 

 

สรุปจาก : https://sites.google.com/site/donadpharwy/prawati-khxng-sanakngan-1 / http://phajae.mobile.exteen.com/20090114/entry

 

 

และถ้าหากกำลังมองหา บริการทำความสะอาดสำหรับ ออฟฟิศ หรือ โฮมออฟฟิศอยู่ละก็ ทิ้งข้อมูลไว้เลยที่ https://officials.typeform.com/to/PkXlSF เดี๋ยวทางเราจะติดต่อกลับพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษค่า

 

สุดเจ๋ง 5 เทคนิคขับรถหน้าฝน ให้ถึงปลายทางอย่างปลอดภัย!!

ตกเช้า ตกเย็น ตกค่ำ ช่วงนี้เราก้าวเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ชีวิตประจำวันและภารกิจของชีวิตยังไม่เคยเปลี่ยนไป ไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องเดินทาง วันนี้Seeksterมีวิธีดีๆ ที่จะทำให้การขับขี่พาหนะในช่วงหน้าฝนนั้นปลอดภัยขึ้น ไปดูกัน!

 

เทคนิคขับรถหน้าฝน

1. รถไถล หรือ ลอยบนผิวน้ำ โดยปรกติแล้วเมื่อเห็นแหล่งน้ำบนผิวถนนทางดีที่สุดคืออย่าลุยเข้าไป หรือถ้าหากหลบเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใช้ความเร็วต่ำในการลุยน้ำ แต่ถ้าหากพลาดพลั้งลุยเข้าไปด้วยความเร็วสูงแล้วละก็ มารับมือกับสถานการณ์นี้โดย จับพวงมาลัยให้มั่น ลดความเร็วรถก่อนถึงแอ่งน้ำจะช่วยลดแรงกระแทก ห้ามเหยียบเบรกในขณะที่ขับผ่านแอ่งน้ำ เพราะจะทำให้ล้อล็อคและรถเสียการทรงตัว จนเกิดอาการหมุนหรือปัดอย่างรวดเร็ว ให้แก้ไขโดยค่อย ๆ ถอนคันเร่งรอจนรถสามารถทรงตัวได้ดี จึงค่อยเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ

2.หลีกเลี่ยงการเบรคกระทันหัน นอกจากจะทำให้รถคันหลังตกใจและเสี่ยงกับอุบัติเหตุแล้วนั้น การเบครกระทันหันบนถนนเปียกยังสามารถทำให้ล้อล็อค และทำให้รถไถลไปบนผิวถนนได้ ทำให้ยากต่อการควบคุม

3. การใช้เบรค การใช้เบรคบนสภาพถนนที่เปียกนั้น ไม่ควรเหยียบเบรคแรงๆ หรือเหยียบครั้งเดียวยาวๆ เช่นกัน การเหยียบเบรคแรงๆ จะทำให้ล้อล็อค และมากกว่านั้นคือบางครั้งผ้าเบครของเรานั้นเปียกอยู่ อาจทำให้ประสิทธิภาพของระบบเบรคนั้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นการเหยีบเบคร ย้ำๆ เบาๆ เป็นครั้งๆ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพื่อไลน้ำออกจากระบบเบรค

4.ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินขณะรถวิ่ง หลายครั้งที่พบเห็นว่าเวลาฝนตกหนัก จะพบเห็นว่ารถเปิดไฟหน้า นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วสำหรับการเพิ่มทัศนวิสัยในการขับรถขณะฝนตก แต่ “ไฟฉุกเฉิน” นั้นเป็นไฟที่เหมาะกับการใช้งานขณะรถจอด หากรถวิ่งอยู่อาจทำให้เกิดความสับสนของผู้ร่วมใช้ถนนได้ (เข้าใจผิดว่าจะเลี้ยว)

5.หากต้องขับลุยพื้นที่น้ำท่วมควรจะปิดแอร์และใช้เกียร์ต่ำ ( เกียร์ Lหรือ เกียร์ 1) เพื่อไม่ให้รอบเครื่องยนต์ต่ำเกินไป น้ำอาจจะย้อนเข้าท่อไอเสียได้ และไม่ควรลุยลงไปลึกเกินไป (ขึ้นอยู่กับระดับท่อรับไอดีของรถ)

 

แต่ทางที่ดี Seekster แนะนำว่าการขับขี่ขณะฝนตกนั้นควรใช้ความระมัดระวังสูง และใช้ความเร็วต่ำ เพื่อให้ตัดสินใจได้ทันกับเหตุการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้

 

และแล้ว Seekster ขอขายของก่อนนะ ขายกันตรงๆไปเลย ฝนตกบ่อย รถเลอะ ไม่อยากไปล้างรถที่ร้าน จองเลยบริการล้างรถ Delivery จาก Seekster ไม่ต้องไม่รอที่ร้าน ไม่ต้องขับรถออกไป จองปั๊บเราไปล้างให้ถึงที่ เราเตรียมไปทุกอย่าง (น้ำก็เอาไปนะ) จองเลยที่ >> https://goo.gl/C14Bvm

 

Seekster_Logo

8 สิ่งที่อาจสกปรกกว่าส้วม แต่คุณคาดไม่ถึง

  1. มือถือของคุณ: ครั้งสุดท้ายที่คุณทำความสะอาดมือถือของคุณคือเมื่อไหร่คะ (ไม่ใช่ทำความสะอาดไฟล์นะ) นึกถึงตอนที่คุณวางมือถือไว้บนโต๊ะทำงาน หลังโถส้วม บนพื้น บนเตียง บนโต๊ะอาาหารและบนหน้าของคุณ (อี๋)
  2. โต๊ะทำงานของคุณ: ตามผลวิจัยพบว่า โต๊ะทำงานของคุณ สกปรกกว่าโถส้วมถึง 60 เท่า เนื่องจากหลายๆ ครั้ง เวลาที่เราทำงาน เหงื่อเราจะออกจากฝ่ามือหรือหลายๆ ครั้งที่เรานำอาหารมากินบนโต๊ะทำงาน แล้วเราลองนึกถึงครั้งล่าสุด ที่เราเช็ดโต๊ะทำงานของเราดูค่ะ
  3. ปุ่มกดลิฟต์: ตามข้อมูลวิจัยพบว่า ปุ่มกดลิฟต์นั้นสกปรกกว่าโถสวมถึง 30 เท่า ลองจิตนาการถึงคนที่เพึ่งแคะจมูก ออกกำลังกายเสร็จ ทิ้งขยะ ฯลฯ แล้วก็มากดลิฟต์และลิฟต์หลายๆ ที่ก็ไม่ได้มีแม่บ้านคอยทำความสะอาดลิฟต์
  4. เขียง: รู้หรือไม่ว่าเขียงของคุณ มีแนวโน้มว่าจะสกปรกกว่าส้วมของคุณถึง 140 เท่า! เพราะโดยทั่วไปเราทำความสะอาดเขียงโดยการเปิดน้ำผ่านๆ และเอามือถูแต่เพียงเท่านั้น ทำให้เศษอาหารแม้แต่เนื้อดิบอยู่บนรอยเขียงนั่นเอง
  5. เบาะรถ: นึกถึงวันที่เหงื่อชุ่ม นึกถึงวันที่ป่วยหรือวันที่เราสบายดี ไม่ว่าจะวันไหนๆ เราก็นั่งลงบนเบาะของเรา โดยที่ไม่ค่อยได้ทำความสะอาดบ่อยสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นเบาะหนังก็อาจจะทำความสะอาดง่ายกว่าเบาะผ้านะคะ
  6. พรม: นุ่ม สบาย และเต็มไปด้วย ไรฝุ่น! ตามผลวิจัยพบว่าพรมของคุณ นั้นสกปรกกว่าส้วมถึง 3,000 เท่า! และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่คุณควรทำความสะอาดพรมอย่างสม่ำเสมอ
  7. กระเป๋าสตางค์: ถุงเงิน ถุงทองของท่าน นั้นเป็นถุงสะสมเชื้อโรคได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นระดับอุณหภูมิที่อบอุ่น หรือธนบัตรที่ผ่านมือคนนับร้อยนับพัน ไหนจะสนิมและเชื้อโรคที่มากับเหรียญ
  8. คีย์บอร์ด: ครั้งสุดท้ายที่คุณทำความสะอาดคีย์บอร์ดคือเมื่อไหร่กัน ทั้งๆ ที่คุณใช้มันเกือบทุกวัน ใช้มันเกือบทั้งวัน แต่เรามันจะละเลยการดูแลความสะอาดของคีย์บอร์ด

แต่ถ้าหากกำลังมองหาผู้ช่วยในการำความสะอาดและดูแลบ้านอยู่ละก็ เข้าไปดูได้เลยที่ www.seekster.co เรามีบริการต่างๆมากมายไว้พร้อมดูแลคุณ

Seekster_Logo

 

 

 

วิธีแปลกๆ แต่ได้ผล ในการเก็บเศษแก้ว!!

 

หลายๆ ท่านคงจะเคยประสบปัญหาอุบัติเหตุ แก้วแตก จานแตก ชามแตก กระจายเป็นเศษเล็กๆ ในคราวนี้ Seekster อยากจะมาแนะนำเทคนิคในการทำคามสะอาดหลังทำแก้วแตก

 

  1. ห้ามใช้เครื่องดูดฝุ่นเด็ดขาด: เศษกระจกจะทำลายเครื่องดูดฝุ่นของท่านได้
  2. เริ่มต้นด้วยไม้กวาด: กวาดชิ้นส่วนใหญ่ๆ ที่มองเห็นได้ทั้งหมด แล้วนำไปทิ้งในถุงกระดาษ (ถุงพลาสติกอาจจะขาดได้ง่ายกว่าถุงกระดาษ)
  3. เก็บกวาดเศษเล็กๆ ด้วยขนมปัง: ความนุ่มของมันนั้นจะช่วยดึงเอาเศษกระจกเล็กๆ ให้ติดอยู่ในเนื้อขนมปัง นำเอาขนมปังมากดลงบนบริเวณที่กระจกแตกเป็นวงกว้างประมาณ 1-2 ตารางเมตร (ห้ามเอาไปกินต่อนะ!) โดยปกติจะใช้ขนมปังประมาณ 4 แผ่น

 

เพื่อนๆ มีวิธีการอย่างไรในการเก็บกวาดเศษกระจกอีกไหมคะ?

Seekster_Logo

 

วิธีดูแลรักษาแอร์ง่ายๆ ที่ช่วยยืดอายุแอร์ของคุณได้อีกนาน

การดูแลรักษาแอร์

1. แผงกรองฝุ่น

ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพราะว่าเดี๋ยวอุดตันไปด้วยฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก จะทำให้แอร์ไม่เย็น เพราะอากาศหมุนเวียนได้ไม่ดี และอาจจะมีน้ำหยดจากตัวเครื่องได้

2. แผงขดท่อคอยล์เย็น

แผงขดท่อคอยล์เย็น คือตัวสร้างความเย็น มีรูปร่างเป็นเส้นท่อขดไปมาตามความยาวของเครื่อง ซึ่งควรล้างปีละ 1 ครั้ง วิธีล้างทำความสะอาดให้ใช้แปรงสีฟัน หรือแปรงทาสี ปัดเอาฝุ่น ที่เกาะยึดติดอยู่ให้ออกก่อนด้วยการลากแปรงลงตามแนวล่องของแผ่นครีบอลูมิเนียม แล้วจึงค่อยเอาน้ำฉีดหรือราด

3. ใบพัดลมคอยล์เย็น

ส่วนนี้มักจะถูกมองข้าม เมื่อมีฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปมากๆ ก็จะทำให้เกิดเสียงดัง ไม่สามารถดักลมได้เต็มที่ และส่งลมเย็นออกมาได้น้อย ซึ่งก็ควรทำความสะอาดอย่างน้อยปีละครั้งเช่นกัน

4. ถาดรองรับน้ำทิ้งและท่อน้ำทิ้ง

ถ้าไม่ได้รับการทำความสะอาดเป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดเมือกขาวใสคล้ายๆ วุ้น เมื่อสะสมนานๆ ก็เป็นแหล่งของเชื้อโรคได้ การทำความสะอาดถาดน้ำทิ้งโดยการใช้แปรงที่มีขนแข็งขัดถู หรือการถอดออกมาล้าง ส่วนท่อน้ำทิ้งทำได้โดยการใช้เครื่องเป่าลม เป่าลมเข้าไปตามท่อน้ำ หรือใช้น้ำที่มีแรงดันเล็กน้อยฉีดเข้าไปภายในท่อ (ต้องแน่ใจว่าในระบบท่อไม่มีรอยรั่ว)

วิธีการล้างทำความสะอาดถาดรองรับน้ำและท่อน้ำทิ้ง ควรทำไปพร้อมกับการทำความสะอาดแผงขดท่อคอยล์เย็นและใบพัดลม และทำอย่างน้อยปีละครั้ง

5. ตัวโครงเครื่อง หน้ากากรับลม และหน้ากากจ่ายลม

ทำความสะอาดโดยการปัดฝุ่นหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถู ถ้าสามารถถอดได้ก็นำไปล้างน้ำ ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

และถ้าหากสายเกินไปสำหรับการบำรุงรักษา จนแอร์พังไปแล้วละก็ Seeksterมีบริการซ่อมแอร์ที่เป็นราคากลางแล้วน้า เริ่มต้นที่ 600 บาท ทำรายการจองได้เลยที่ : https://seekster.co/inquiries/new?service=ac-repair

หรือถ้าอากาศมันร้อน ยังไม่มีแอร์ หรือต้องการถอดย้ายแอร์ละก็เราก็มีราคากลางให้เช่นกัน เริ่มต้นที่ 2,700 บาท ทำรายการได้เลยที่ : https://seekster.co/inquiries/new?service=ac-installation

 

Seekster_Logo

ที่มา : https://home.kapook.com/view43941.html / กองวิศวกรรมการแพทย์

มีแบบนี้ด้วย? มาน้ำยาทำความสะอาดที่ทำได้ด้วยตนเองกัน

บางครั้งบางที การออกไปหาซื้อน้ำยาทำความสะอาดก็เป็นเรื่องยาก หากต้องการใช้น้ำยาทำความสะอาดด่วนๆ หรือ ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำยาทำความสะอาด วันนี้เราก็มาน้ำยาทำความสะอาดที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ ด้วยวัสดุและส่วนผสมที่หาได้ง่ายมากๆ มาดูกันเลย

Seekster_Logo

  1. น้ำยาทำความสะอาดกระจก

ใช้สำหรับทำความสะอาดกระจกใสและกระจกเงา กำจัดคราบ

ส่วนประกอบ

  • น้ำ 2 ถ้วย
  • น้ำส้มสายชูขาวใส ครึ่งถ้วย
  • น้ำมันหอมระเหย 3-4 หยด (เพื่อเพิ่มกลิ่น)

 

วิธีใช้: ผสมส่วนผสมเข้าด้วยกันให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำไปใส่ขวดสเปรย์ (Foggy) ชีดสเปรย์ลงบนกระดาษทิชชู่ แบบหนาหรือผ้าแบบที่ไม่มีขุย หลังจากนั้นฉีดสปรย์บนกระจกที่ต้องการทำความสะอาด ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู่บหนา เช็คพื้นผิวแล้วปล่อยให้แห้ง

 

  1. ทำความสะอาดรอยน้ำตามซิงค์ล้างจานหรืออ่างอาบน้ำ

ส่วนผสม

  • มะนาวฟานครึ่งลูก
  • เบคกิ้งโซดา

 

วิธีใช้: โรยเบคกิ้งโซดาบนซิ้งหรืออ่างอาบน้ำแล้วนำมะนาวมาขัดเบาๆ (ห้ามใช้กับหินอ่อนหรือแกรนิต)

 

  1. ขจัดคราบน้ำที่เป็นวง

สำหรับเมื่อเวลาที่คุณวางแก้วทิ้งเอาไว้แล้วเกิดวงน้ำ

ส่วนผสม

  • ยาสีฟันแบบไมใช่เจลใส

วิธีใช้: เอายาสีฟันมาทาบนผ้าผืนแรก และหยดน้ำนิดหน่อยให้ชื้น นำไปถูบริเวณวงน้ำและใช้ผ้าแห้งเช็ด

 

  1. ทำความสะอาดพื้นผิวหินอ่อนอย่างง่าย

สำหรับเคาท์เตอร์หินอ่อนหรือหินธรรมชาติที่เกิดรอยน้ำ

ส่วนผสม

  • น้ำยาล้างจาน (แบบไม่ใช่สูตรมะนาว)
  • น้ำอุ่น 2 ถ้วย

วิธีใช้: ผสมส่ววนผสมเข้าด้วยกัน ใช้ฟองน้ำชุบขึ้้นมาแล้วถูรอบบริเวณที่เกิดลอยน้ำ (ห้ามใช้ น้ำส้มชายชู มะนาว หรือกรดต่างๆ บนพื้นผิวหินอ่อนหรือหินแกรนิต เพราะมันจะกัดหินได้)

 

แต่ถ้าหากเกินจะรับมือไหวกับความสกปรกละก็ใช้บริการทำความสะอาดของ Seekster เลยโหลดแอพติดเครื่องไว้รับโปรเด็ดๆ ก่อนใคร โหลดแอพที่ กดโหลดแอพเลย 

อะไรคือ CrowdSourcing?

CrowdSourcing นั้นคือการทำงานที่เกิดจากการรวมตัวของคนจำนวนมาก ซึ่งต่างคนก็มีความสามารถดีเด่นคนละด้าน เมื่อมารวมSeekster_Logoกันก็จะทำให้มีความสมบูรณ์จากหลายๆ ศาสตร์รวมกันในงานชิ้นเดียว นอกจากนี้ไม่จำเป็นต้องมานั่งทำงานด้วยกันเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีระบบออนไลน์ทำให้สามารถทำ CrowdSourcing ได้จากทุกที่ผ่านระบบออนไลน์

 

       CrowdSourcing ถูกนำมาใช้ในด้านไหนบ้าง?

 

 

  • การระดมทุน

 

การระดมทุนในรูปแบบนี้เรียกกันว่า “crowdfunding” เกิดจากผู้ที่มีไอเดียอยากทำสินค้าขายหรือทำธุรกิจแต่ขาดเงินทุน จึงต้องมีการระดมทุนผ่านระบบ crowdfunding โดยการนำไอเดียไปขึ้นสู่เว็บไซต์ประเภทนี้เช่น Kickstarter โดยผู้ที่สนใจในไอเดียก็จะบริจาคเงินทุนเพื่อการนำไปพัฒนาต่อยอดจนสามารถขายหรือทำธุรกิจได้จริง

 

 

  • การทำงานในบริษัทห้างร้าน

 

เช่นการเสนอไอเดียจากพนักงานหลายๆ คน รวมถึงจากลูกค้า เพื่อนำมาช่วยในการวิเคราะห์และออกแบบสินค้าหรือบริการตัวใหม่ นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่รับทำ CrowdSourcing ช่วยหาคนหรือหน่วยงานมาร่วมการทำงานได้ ตัวอย่างเช่น มีโปรเจคหนึ่งของบริษัท แต่ไม่อยากใช้คนของตัวเองทั้งหมด ก็ไปให้บริษัท CrowdSourcing ช่วยหาคนหรือหน่วยงานจากหลายๆ คน มาช่วยในการทำงานชิ้นนี้ได้ ทำให้มีการต่อยอดและพัฒนาได้ดีกว่าเดิมเพราะมีความหลากหลายทางมุมมองความคิด

 

รวมถึงอาจจะนำมาใช้เพื่อช่วยในการทำตลาดหรือทำ CSR ก็ได้ อย่างเช่น Toyota ที่จัดกิจกรรม ชื่อ Ideas for Good ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจได้ส่งความคิดเข้ามาว่าจะนำเทคโนโลยีของ Toyota มาช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นได้อย่างไร เพื่อในมาใช้กับการทำ CSR ของ Toyota โดยอาศัยไอเดียจากคนทั่วไป

 

 

  • การแข่งขันเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด

 

บางการวิจัยก็ได้นำแนวคิดนี้เข้ามาใช้เช่น NASA เปิดโอกาสให้คนทั้งโลกสร้างระบบและหลักการคำนวณ (algorithm) ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการตรวจหาดาวหางจากภาพถ่ายดวงดาวที่นาซ่าจัดหาไว้ให้ ผ่านทางระบบออนไลน์

 

 

  • ใช้ในการโหวตเลือกสินค้า

 

เป็นการรวบรวมความเห็นจากผู้คนจำนวนมากเพื่อในการตัดสินใจผลิตและจำหน่ายสินค้า

 

  • ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูล

เช่นการให้คนทุกคนสามารถส่งคำแปลภาษาท้องถิ่นเข้าสู่ระบบแปลภาษาได้

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/501842